วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

" Clouding Computing "



         Cloud Technology หรือ Cloud Computing คือ เทคโนโลยีของระบบประมวลผลรูปแบบใหม่ ที่เปลี่ยนมุมมองของผู้ใช้ให้เป็นไปในมุมมองในลักษณะคล้ายๆ กับการใช้ทรัพยากรสาธารณูปโภคที่มีผู้ให้บริการหมายความว่าผู้ใช้สามารถใช้ Cloud Technology ในลักษณะคล้ายๆ กับการใช้บริการ โดยเสียค่าบริการเป็น Pay per use จ่ายเท่าที่ใช้หรือจะใช้ประจำทุกเดือน   โดยในปัจจุบัน องค์กรสามารถใช้ Cloud Technology ได้ 2-3 รูปแบบ คือ 
           1.รูปแบบที่ 1 (Software as a Service, SaaS)  ในรูปแบบนี้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงแอพพลิเคชั่นและข้อมูลองค์กรได้ทุกที่ ทุกเวลา ที่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้โดยผู้ใช้สามารถเรียกใช้ Business Software บน Cloud Technologyได้ทันที
           2.รูปแบบที่ 2 (Infrastructure as a Service, IaaS)   รูปแบบนี้จะสะดวก ยืดหยุ่น และ ง่ายต่อการบริหารทรัพยากร IT ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ Virtual Server/ Virtual Machine บน Cloud Technology ได้ทันที
           3.รูปแบบที่ 3 (Platform as a Service, PaaS)  เป็นรูปแบบที่กำลังจะมีความสำคัญมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้   เพื่อให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่อาศัยคุณสมบัติข้อดีของ Cloud ได้อย่างดีเยี่ยม รูปแบบนี้ซับซ้อนมากขึ้นกว่า 2 รูปแบบแรก ซึ่งผู้ใช้ Cloud ในรูปแบบนี้จะเป็นกลุ่มผู้ใช้ที่เป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Developer) ที่ต้องการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อใช้งานบน Cloud และให้ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นนั้นใช้คุณสมบัติต่างๆของ Cloud ที่จะไม่สามารถหาได้จากสภาวะปกติ (Non-cloud computing)
         ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดในเชิงต้นทุนระหว่าง Cloud Technology หรือ แบบดั้งเดิม (Non-Cloud) สามารถจำแนกออกเป็นประเด็นต่างๆ ได้ดังนี้
         1. (Cloud) "Pay as you grow"  และ  (Non-Cloud) "Pay Upfront investment": ถ้าเป็น Cloud Technology รูปแบบการลงทุนจ่ายค่าใช้บริการจะเป็นไปในลักษณะ "ใช้น้อย จ่ายน้อย, ใช้มาก จ่ายมาก" ส่วน non Cloud นั้น ต้องลงทุนเยอะก่อนโดยอาจจะใช้ไม่คุ้มกับค่าบริการที่เสียไปนอกจากนั้นต้องคอย upgrade  Software  ชุดใหม่ๆด้วย
         2. (Cloud) ไม่มีต้นทุนในเชิง Maintenance Service ที่องค์กรธุรกิจต้องจ่าย ส่วน  (Non-Cloud) มีต้นทุน Maintenance Service ที่องค์กรธุรกิจต้องจ่ายทุกปี หรือ ทุก 3-5 ปี 

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Google Drive


Google Drive คืออะไร?
  • เป็น Online Service ประเภท Cloud Technology ที่มีไว้สำหรับให้ผู้ใช้จัดเก็บข้อมูลลงไปในนั้น (หากผู้อ่านยังไม่คุ้นเคยกับ Cloud Technology สามารถอ่านได้ที่ blog นี้ -- http://www.s50.me/2012/04/it-trend-cloud-technology.html)
  • สามารถใช้ได้ฟรี (แต่ต้องมี Gmail Account ก่อน) โดยการใช้ฟรีนั้น จะมีเนื้อที่ให้ใช้ 5GB (Gigabytes) ซึ่งก็ถือว่ามีขนาดใหญ่พอใช้ได้  แต่ถ้าหากต้องการเนื้อที่เพิ่มเติมมากกว่านั้น ก็สามารถทำได้ครับโดยการเสียค่าบริการ เป็นรายเดือน หรือ รายปีไป  สนนราคาตอนนี้อยู่ที่
    • 25GB ที่ 2.49USD ต่อเดือน  (หรือประมาณ 79 บาทต่อเดือน)
    • 100GB ที่ 4.99USD ต่อเดือน (หรือประมาณ 158 บาทต่อเดือน)
    • 1000GB ที่ 49.99USD ต่อเดือน 
    • ซึ่งเมื่อเลือก Upgrade แบบจ่ายเงินแล้ว Gmail Inbox ของผู้ใช้จะเพิ่มเนื้อที่เป็น 25GB ด้วยเช่นจาก จากเดิมที่อยู่ประมาณ 7-8GB
  • การนำข้อมูลลงไปจัดเก็บใน Google Drive นั้นทำได้หลายวิธีมาก
    • เข้าผ่าน Web Browser แล้วเข้าไปที่ Gmail.com แล้วกดไปที่ Documents หรือว่า Drive Menu
    • เข้าผ่าน Windows Explorer โดยไปที่ Folder ของ Google Drive ซึ่งก่อนจะเข้าด้วยวิธีนี้ได้จำเป็นที่จะต้อง Download โปรแกรม Google Drive ที่ติดตั้งไว้บนเครื่องก่อนครับ รองรับได้ทั้ง Windows และ Mac OSX
    • เข้าผ่าน Mobile Device ประเภท iPhone, iPad หรือ Android (ไม่รองรับบน Blackberry)
    • ถ้าหากลองดูวิธีการเอาข้อมูลเข้าไปจัดเก็บแล้ว  เราจะพบว่า  มันทำงานได้ทั้งบน  Computer ทั่วไป และ บนมือถือ  นั่นหมายความว่า ถ้าเราทำงานบน Computer แล้วเก็บข้อมูลไว้ใน Folder ของ Google Drive แล้วปิดเครื่องไป ออกนอกสถานที่ แล้วเปิดด้วย iPhone  ก็จะสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เราเพิ่งทำไว้บน Computer ได้  หรือในทางกลับกัน โดยที่ Google Drive จะทำหน้าที่ copy files, upload files หรือ sync files ระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ให้โดยอัตโนมัติ ผู้ใช้ ไม่ต้องทำอะไรเองเลย แค่เรียกไฟล์ใน Folder นั้นๆ ออกมา เท่านั้น
    • อ่านถึงจุดนี้ จะพบว่า มันทำให้ผู้ใช้ทำงานง่ายขึ้นเยอะ ให้ลืมเรื่องการ Upload files หรือ Copy Files เข้า USB Thumb Drive ได้เลย โปรแกรมของ Google Drive จะจัดการเรื่องนี้ให้อัตโนมัติ เพราะมันจัดเป็น File Synchronization Tool ประเภทหนึ่งนั่นเอง เหมือนกับ DropBox , SkyDrive, และ ผู้ให้บริการรายอื่นๆสิ่งที่ Google Drive จะช่วยสร้างประโยชน์เพิ่มเติมให้กับผู้ใช้นอกเหนือจากการที่แนะนำไปในตอนต้นนั้นคือ
      • ไฟล์ข้อมูลต่างๆ ที่เรานำเข้าไปไว้ใน Google Drive นั้น เราสามารถแชร์ (Share) ให้ผู้ใช้คนอื่น เช่น ทีมงาน เพื่อน ครอบครัว มาเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ และ ทำงานไปพร้อมๆ กันเวลาเดียวกันได้ (แก้ไขเอกสารไปพร้อมๆกันเวลาเดียวกัน) โดยใช้ความสามารถของ Google Docs นั่นเอง ซึ่ง Google Docs นั้นก็เป็นอีกบริการหนึ่งของ Google หากใครที่ใช้ Gmail มาแล้วพอสมควร จะรู้จัก Google Docs ครับ  Google Docs คือ Online Documents Collaboration เอาไว้ ทำงานร่วมกันหลายๆ คน สามารถ แก้ไข พิมพ์ เอกสารในนั้นได้พร้อมกันเวลาเดียวกันครับ ซึ่ง Google Docs รองรับการทำงานในรูปแบบ Document (Word Document), Spreadsheet (Excel) หรือ Presentation (PowerPoint) 
        • สำหรับไฟล์ประเภทอื่น เช่น รูปภาพ หรือ PDF หรืออื่นๆ นั้น ก็สามารถแชร์ให้ผู้ใช้คนอื่น Download ไปได้ครับ

      • ไฟล์ข้อมูลต่างๆ ที่เรานำเข้าไปไว้ใน Google Drive นั้น เราสามารถค้นหาข้อมูลได้เต็มรูปแบบ (Full Text Search) หมาย ความว่า เราสามารถค้นหา สิ่งที่อยู่ในเนื้อภายในไฟล์นั้นด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งความสามารถทางด้านการ Search นั้น ต้องยกให้ Google เขาอยู่แล้ว ว่าทำได้ดี และ ทำได้เร็วมาก ไฟล์ใหม่ๆ ที่เราเพิ่งจะนำเข้า Google Drive นั้น ใน เวลาไม่นาน เราก็สามารถ Search ได้ทันที  ลองดูได้จากตัวอย่างในรูปด้านล่างนี้ (กดที่รูปเพื่อดูภาพขนาดใหญ่) ผมทดสอบค้นหาคำว่า "กฤษฎีกา" ก็พบว่า มีอยู่ 1 เอกสาร  ซึ่งเอกสารนี้มีคำว่า "กฤษฎีกา" อยู่ภายในไฟล์นั้นๆ 
      • อย่างที่บอกไว้ในตอนต้นครับ ไฟล์ที่เพิ่งนำเข้าไปใน Google Drive นั้น ใช้เวลาเร็วมาก และพร้อมที่จะให้ค้นหาแบบ Full Text Search ภายในเนื้อไฟล์ได้ทันทีทันใด (เร็วเกินคาด)
      •  หากอ่านถึงจุดนี้แล้ว เพื่อไม่ให้ Blog ชิ้นนี้ยาวเกินไป จนชวนง่วง :ผมเลยให้ความเห็นส่วนตัวว่า Google Drive นั้นมาเหนือกว่า ผู้ให้บริการรายอื่นๆ จริงๆ โดยเฉพาะในส่วนของการรองรับการทำ Full Text Search ที่สามารถ Search เข้าไปในตัวเอกสารได้  นั่นหมายความว่า ถ้าเราเก็บเอกสารทั้งหมดของเราไว้ใน Google Drive  เราจะหามันได้ง่ายมากเลย  และเราสามารถเข้าถึงไฟล์นั้น ได้จากทุกอุปกรณ์ ความสามารถ ณ จุดนี้ ผมให้ไปเลย 10 แต้มเต็มครับ (จริงๆ Google Drive รองรับ Search รูปภาพด้วย แต่ยังไม่ขอพูดถึง ใน Blog ชิ้นนี้)

        สำหรับองค์กรธุรกิจ Google Drive นั้นทาง Google จะเปิดบริการนี้ให้กับลูกค้าองค์กรของ Google ด้วยเช่นกัน (Google มีระบบ Email ที่เอาไว้ให้ ลูกค้าองค์กรใช้ด้วยนะครับ ชื่อว่า Google Apps for Business  เป็นอีกหนึ่งบริการของ Google ที่จะทำให้ลูกค้าที่เป็นกลุ่มธุรกิจหรือบริษัท นั้น สามารถใช้  Email ของบริษัท โดยมี Features ความสามารถต่างๆ เหมือน Gmail.com ทุกประการ แต่ว่ายังคงใช้ Domain Name เดิม เช่น  @yourcompany.com เป็นต้น) หากสนใจนำ Google Drive ไปใช้ในองค์กรธุรกิจ สามารถติดต่อตัวแทนขาย หรือ ตัวแทนจำหน่าย Google Apps for Business ประจำประเทศไทยได้ที่ บริษัท แทนเจอรีน (http://www.tangerine.co.th) ทาง บริษัท มีทีมงานที่มีประสบการณ์ และ ความชำนาญด้านเทคนิค เรื่อง Google Cloud Service พร้อมให้คำปรึกษา
      • Google Drive สำหรับองค์กรนั้น IT Administrator ขององค์กรนั้นๆ สามารถควบคุมเรื่องการ จัดซื้อ Storage เพิ่มเติมให้กับผู้ใช้ในองค์กรได้ครับ โดยอัตราราคาก็จะเป็นไปตามภาพข้างล่างนี้
        •  IT Administrator สามารถเลือกซื้อเป็น Storage License แต่ละขนาดได้ และนำ License เหล่านี้ ไป Assign ให้กับ Users แต่ละคน หรือ Team Organization ในแต่ละทีมได้ 
        • โดยการ Billing นั้นก็จะมาเก็บเงินที่องค์กรธุรกิจ จะไม่ได้เก็บเงินที่ผู้ใช้แต่ละคน (จะแตกต่างกับ Google Drive for Gmail User)